อาการมะเร็งตับ ?

สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับมีดังนี้

  • รับประทานผักและผลไม้น้อย เวลากลางคืนมักยุ่งอยู่กับการทำงานและความบันเทิง
  • ไม่ได้พักผ่อน กลั้นอุจจาระอยู่เสมอ จากอาการดังกล่าวจะเห็นได้ว่า จริงๆแล้วมะเร็งตับไม่ได้ห่างไกลจากการใช้ชีวิตของเราเลย

เมื่อมีอาการมะเร็งตับปรากฏขึ้น มักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคอื่นๆ เช่น ปวดกระเพาะ ท้องอืด ไม่อยากรับประทานอาหาร ผู้ป่วยบางท่านคิดว่าตนเป็นโรคกระเพาะ บางท่านเข้าใจว่าเป็นถุงน้ำดีอักเสบ เมื่อเวลาที่ร่างกายรู้สึกไม่สบาย จะต้องแยกแยะสภาพร่างกายอย่างละเอียด โดยการตรวจวินิจฉัยมะเร็งตับ ลดอัตราการวินิจฉัยที่ผิดพลาด

อาการประกอบได้ดังต่อไปนี้ ?

  1. ความอยากอาหารลดลงอย่างเห็นได้ชัด : ท้องรู้สึกแน่น อืด การย่อยอาหารไม่ดี บางครั้งปรากฏอาการคลื่นไส้ อาเจียน ถ้าหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตับ สามารถทำการตรวจตับด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ ซึ่งจะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายแต่อย่างใด
  2. ปวดท้องด้านขวาบน : บริเวณตับมีอาการปวดอย่างต่อเนื่องหรือเป็นบางครั้งบางคราว บางครั้งถ้าเนื้องอกมีการลุกลามอาการเจ็บก็จะรุนแรงขึ้น บริเวณตับที่เจ็บสามารถทำการตรวจด้วยเครื่องซีทีสแกน ซึ่งจะสามารถแสดงออกถึงขนาด จำนวน ลักษณะ ตำแหน่ง ขอบเขต ได้อย่างชัดเจน ระดับของเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้อร้ายมีปริมาณสูง รวมไปถึงความสัมพันธ์กับท่อน้ำดีภายในตับ
  3. เลือดออก มักจะมีอาการเลือดไหลทางจมูก เลือดออกตามผิวหนัง เป็นต้น
  4. อ่อนเพลีย ผอม ไข้และบวมน้ำโดยไม่ทราบสาเหตุ
  5. ตัวเหลือง ท้องบวม คันตามผิวหนัง

อาการมะเร็งตับโดยทั่วไปเมื่อโรคพัฒนาจนถึงระยะกลางและระยะสุดท้าย จึงจะสามารถเห็นชัดและในเวลานั้นมักจะสูญเสียโอกาสในการผ่าตัด ด้วยเหตุนี้การตรวจด้วยตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

เมื่อรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรงอย่างต่อเนื่องไม่สามารถบรรเทาลงได้ มีความเป็นไปได้มากว่าอาจจะเป็นโรคตับ หรือมีอาการรู้สึกอึดอัดบริเวณส่วนหัวใจ บริเวณท้องด้านขวารู้สึกเจ็บ รู้สึกไม่สบายหรือถูกกด เป็นต้น น้ำหนักลดลงมีอาการไข้และตัวเหลืองโดยหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้

เมื่อปรากฏอาการดังกล่าว ก็อาจจะไม่ใช่โรคมะเร็งตับเสมอไป แต่ก็ควรไปตรวจโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคตับ เพื่อให้แน่ใจอาการของโรค และรีบทำการรักษาอาการดังกล่าว มะเร็งตับระยะแรกหากได้รับการรักษาอย่างประสิทธิภาพก็สามารถยืดการมีชีวิตอยู่ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นได้

การวินิจฉัยมะเร็งตับ ?

มะเร็งตับเป็นโรคที่มีความร้ายแรง ส่งผลร้ายต่อชีวิตคนเป็นจำนวนมาก ลักษณะอาการของมะเร็งจะปรากฏสัณญาณที่แสดงออกทางร่างกาย เมื่อค้นพบอาการแล้วต้องวินิจฉัยว่าใช่มะเร็งหรือไม่ หากในชีวิตประจำวันพบความผิดปกติในร่างกายจำเป็นจะต้องดำเนินการตรวจให้ทันเวลา

ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลมะเร็งสมัยใหม่กว่างโจวแนะนำว่า มะเร็งตับที่เจอในระยะแรกหลังจากที่รักษาแล้ว อัตราการมีชีวิตอยู่5ปี มีมากถึง70% แต่ผู้ป่วยในระยะกลางและระยะสุดท้ายสามารถมีชีวิตอยู่ได้เพียงครึ่ง ด้วยเหตุนี้การเข้าใจถึงวิธีการวินิจฉัยจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก การค้นพบตั้งแต่เนิ่นๆเป็นขั้นตอนกระบวนการการรักษาที่สำคัญ

วิธีการตรวจวินิจฉัยมะเร็งตับมีอะไรบ้าง ?

  1. การตรวจด้วยอัตราซาวด์ : มีประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคก้อนเนื้อตับ สามารถทำให้เห็นขนาดของมะเร็งได้อย่างชัดเจน ลักษณะ อัตราความถูกต้องในการตรวจสูงถึง84% สามารถค้นพบมะเร็งที่มีขนาด 2เซนติเมตรหรือจุดของโรคเล็กกว่านั้นได้ เป็นลักษณะการตรวจที่ยังไม่มีการลุกลาม ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย ถ้าหากพบว่าบริเวณตับมีความรู้สึกเจ็บ ผอม ไม่มีแรงและสงสัยว่ามีอาการเหมือนกับมะเร็งตับ เป็นต้น สามารถทำการตรวจด้วยวิธีนี้
  2. การตรวจด้วยเครื่องซีที : มีอัตราการวิคราะห์แยกแยะของโรคสูงสามารถตรวจมะเร็งตับในระยะแรก ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร อัตราความถูกต้องในการวินิจฉัยสูงถึง90% แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ด้วยเหตุนี้จึงไม่ค่อยนำมาใช้โดยทั่วไป
  3. การตรวจด้วยเอ็มอาร์ไอ : เพิ่มระดับการตรวจมะเร็งตับที่มีขนาดเล็ก ในขณะเดียวกันมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการแยกแยะเนื้องอกที่ตับ ตุ่มที่เจริญเติบโตบริเวณตับ เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถเสริมด้วยการตรวจซีที
  4. สารบ่งบอกมะเร็งตับAFP(alphafetoprotein) : วิธีการวินิจฉัยค่าAFP เป็นวิธีการตรวจที่พบเห็นได้โดยทั่วไปในการตรวจมะเร็งตับ วิธีการตรวจนี้ป็นวิธีที่ทำได้ง่าย
  5. ลักษณะการเลือกตรวจหลอดเลือดแดงบริเวณท้องหรือการตรวจหลอดเลือดแดงในตับ : สำหรับก้อนมะเร็งที่มีเส้นเลือดอยู่มากมายนั้น ในบางครั้งสามารถพบตำแหน่งของโรคที่เส้นผ่าศูนย์กลาง0.5 – 1 เซนติเมตร อัตราการวินิจฉัยมีความแม่นยำสูงถึง90% สามารถค้นหาตำแหน่งที่แน่นอน ขนาดและการแบ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการวินิจฉัยมะเร็งตับที่มีขนาดเล็ก เป็นวิธีการตรวจที่ดีที่สุดในบรรดาการตรวจทั้งหมดในปัจจุบัน

สิ่งที่จะช่วยรักษามะเร็งตับได้อย่างประสิทธิภาพ คือการตรวจวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะแรก การพัฒนาของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า รูปแบบการรักษาแบบผสมผสานจึงถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับระยะแรกอย่างเห็นได้ชัด ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลมะเร็งสมัยใหม่กว่างโจวแนะนำว่า การรักษามะเร็งตับที่สำคัญก็คือ สังเกตระดับความรุนแรงของโรคที่ผู้ป่วยเป็น รูปแบบวิธีการรักษาที่นำมาใช้ สภาพร่างกายและสภาพจิตใจ เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้สามารถประเมินประสิทธิภาพการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งตับรวมไปถึงช่วงเวลาของการชีวิตอยู่ หากในระยะแรกได้รับวิธีการรักษาที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ ก็เป็นไปได้ว่าผู้ป่วยมะเร็งตับจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น

การรักษามะเร็งตับ ?

มะเร็งตับเป็นโรคที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน เนื่องจากมะเร็งตับในระยะเริ่มแรกอาการไม่เด่นชัด เมื่อมีความรู้สึกอาการปกติก็เป็นระยะสุดท้ายแล้ว ทำให้การรักษายากยิ่งขึ้น มะเร็งตับทำลายสุขภาพผู้คนซึ่งอันตรายถึงชีวิต

วิธีใหม่ในการรักษาโรคมะเร็ง – คีโมเฉพาะส่วน (TOCE) ?

คีโมเฉพาะส่วนเป็นวิทยาที่ได้รวบรวมวิทยาคลินิคกับวิทยาถ่ายภาพทางการแพทย์ ช่วงกี่ปีที่ผ่านมาได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว เมื่อทำการรักษาโดยใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพการแพทย์ (เครื่องx-ray เครื่องct-scan)นำทาง ใส่อุปกรณ์พิเศษไปยังเนื้องอกและสวนยาเข้าไปเนื้องอกโดยตรงในขณะเดียวกันใช้ยาอุดหลอดเลื่อดแดงที่เลี้ยงเนื้องอก เพราะเนื่องอกที่เติบโตต้องมีหลอดเลือดเกิดใหม่ วิธีการรักษานี้มีวัตถุประสงค์ทำให้เนื้องอกขาดเลื่อดขาดอ๊อกซิเจนซึ่งจะสามารถยับยั้งการเติบโตของมัน

ข้อดีแปดข้อจากการรักษา ?

  1. เห็นผลอย่างแน่ชัด กรณีที่ประสบความสำเร็จค่า AFP ลดลงโดยเร็ว ก้อนมะเร็งเล็กลงสามารถบรรเทาอาการปวด
  2. ตามกลไกการทำงานของวิทยาศาสตร์ คีโมเฉพาะส่วนใส่ปริมาณยาอยู่ในเนื้องอกสูงกว่าเคมีบำบัดแบบตั้งเดิมสีบเท่าและยังสามารถอุดหลอดเลือดที่เหลาะเลี้ยงเนื้องอกด้วยซึ่งได้ผลดีสองอย่าง แต่ผลข้างเคียงน้อยกว่าคีมีบำบัดทั้งตัว
  3. การดำเนินงานง่าย มีความปลอดภายสูง
  4. ผู้ป่วยที่มีอายุสูงและร่ายกายอ่อนเพลียก็สามารถทำการรักษาได้ เป็นวิธีการรักษาบาดแผลน้อยสุด ร่างกายฟื้นฟูเร็ว
  5. ค่ารักษาค่อนข้างต่ำ
  6. สามารถทำการรักษาได้หลายครั้ง เซลล์มะเร็งไม่ ดื้อยา และสามารถติดตามผลการรักษาได้
  7. เพื่อสร้างโอกาศให้การผ่าตัด หลังจากเนื้องอกเล็กลงจะมีโอกาศผ่าตัดได้
  8. เป็นวิธีการรักษามะเร็งตับระยะสุดท้ายอย่างหนึ่งแบบบูรณาการ
  9. ยากินเพื่อชะลอการลุกลามของโรค
  10. การใช้พลังงานคลื่นเสียงทำลายเนื้องอก(Hifu)