ทางเลือกใหม่ในการรักษาอะดีโนไมโอซีส (Adenomyosis) ด้วยเทคโนโลยีไฮฟู (HIFU)

อะดีโนไมโอซีส (Adenomyosis) หรือ ภาวะโพรงเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ คือ ภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกแทรกตัวเข้าไปในกล้ามเนื้อของผนังมดลูก ผู้ป่วยจะมีอาการปวดประจำเดือนอย่างมาก และ/หรือ เลือดประจำเดือนมามากกว่าปกติ ภาวะอะดีโนไมโอซีสนี้สามารถเกิดได้ที่มดลูกทั้งหมด หรือเกิดขึ้นเฉพาะจุด แม้ว่าอะดีโนไมโอซีส จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่การปวดเรื้อรัง ร่วมกับการมีเลือดประจำเดือนออกมากและเป็นเวลายาวนานกว่าปกติ ทำให้เกิดผลกระทบกับคุณภาพชีวิตของผู้หญิงได้

แนวทางการรักษาอะดีโนไมโอซีสในปัจจุบัน นั้นขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรง ได้แก่

  • ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ (nonsteroidal anti- inflammatory drugs — NSAIDs) เพื่อลดอาการปวดท้องน้อยที่เกิดร่วมกับอะดีโนไมโอซีส โดยเริ่มให้ยานี้ใน 1-2วัน ก่อนเริ่มมีประจำเดือน และใช้ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงวันแรกๆของการมีประจำเดือน
  • การรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัด เช่น การใส่ห่วงอนามัยชนิด Levonorgestrel-releasing IUD ที่มดลูก, การใช้ยากลุ่ม Aromatase inhibitors และ GnRH analogs
  • การอุดหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงมดลูก (Uterine Artery Embolization) หัตถการนี้ อนุภาคเล็กๆจะใช้เพื่ออุดหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงอะดีโนไ มโอซีส อนุภาคเหล่านี้จะได้รับการนำทางผ่านทางสายสวน ที่ถูกสอดเข้าทางช่องคลอดผ่านปากมดลูก เมื่อไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง ก้อน Adenomyosis จะฝ่อลง
  • การผ่าตัดเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial ablation) การทำหัตถการแผลเล็กชนิดนี้จะทำลายเยื่อบุมดลูก
  • การผ่าตัดมดลูก (Hysterectomy) ซึ่งเป็นการรักษาทางเลือกสุดท้ายเพื่อให้ภาวะนี้หายขาด

ไฮฟู HIFU (High Intensity Focused Ultrasound)

เป็นนวัตกรรมทางเลือกใหม่ในการรักษาอะดีโนไมโอซีสที่มีอาการ เป็นเทคนิคการทำงานเยื่อบุโพรงมดมูกที่เจริญผิดที่ด้วยความร้อน เฉพาะที่ (Local thermal ablation) โดยการยิงคลื่นอัลตร้าซาวด์จากหัวยิงจำนวน 6 จุด จากภายนอก ไปรวมที่จุดเป้าหมายจนบริเวนดังกล่าวเกิดความร้อนประมาณ 60-80 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อเยื่อดังกล่าวโดนทำลายและสลายตัว วิธีนี้ที่ไม่เกิดบาดแผลใดๆ ผลข้างเคียงต่ำ ผู้รับการรักษาสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างรวดเร็ว และสามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติ

ผู้ป่วยอะดีโนไมโอซีสที่เหมาะสมกับการรักษาด้วยไฮฟู คือ

  1. ผู้ป่วยที่มีอาการปวดประจำเดือนมากผิดปกติ และ/หรือ มีประจำเดือนมากกว่าปกติ (Dysmenorrhea and/or menorrhagia)
  2. การวินิจฉัยอะดีโนไมซีส ด้วยวิธีMRI (Magnatic Resonance imaging)
  3. ขนาดของอะดีโนไมโอซีส หนามากกว่า 3 เซนติเมตร

ผู้ป่วยอะดีโนไมโอซีสที่ไม่ควรรับการรักษาด้วยวิธีไฮฟู

  1. ผู้หญิงขณะมีประจำเดือน กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
  2. ผู้ที่สงสัยหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งมดลูก
  3. ผู้ที่มีภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ในช่องท้องน้อย (Pelvic endometriosis) ร่วมด้วย
  4. ผู้ที่มีแผลเป็นจากการผ่าตัดที่หน้าท้องขนาดมากกว่า 10 มิลลิเมตร
  5. ผู้ที่มีภาวะพังผืดในช่องท้องทำให้ลำไส้ติดกับมดลูกหรือผนังหน้าท้อง

เทคโนโลยีไฮฟู

ในปัจจุบันเทคโนโลยีไฮฟู มีสองรูปแบบ แตกต่างกันตรงที่การใช้เครื่องมือใดใช้ในการชี้เป้าตำแหน่งการรักษา ขณะเครื่องยิงคลื่นอัลตร้าซาวด์ ดังนี้

  1. ใช้เครื่องเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชี้เป้า (MRI-guided HIFU: MRgFUS/MRgHIFU) วิธีนี้มีข้อดีคือจะให้ภาพตำแหน่งเป้าหมายได้ละเอียดมากกว่า และสามารถติดตามความร้อนที่เกิดขั้นในก้อนขณะทำการรักษ าได้ดีกว่า แต่มีข้อเสียคือ ขณะรับการรักษาผู้ป่วยต้องนอนอยู่ในเครื่องMRI เป็นเวลานาน ผู้ที่กลัวที่แคบอาจรู้สึกอึดอัด ผู้ป่วยต้องนอนคว่ำเพราะหัวยิงHIFUจะอยู่ด้านล่าง ขณะรับการรักษาจะมีเสียงดัง และมีราคาสูงกว่าวิธีที่สองประมาณ 5 เท่า
  2. ใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ชี้เป้า (Ultrasound-guided HIFU: USgHIFU) วิธีนี้มีข้อดีคือ ผู้ป่วยนอนหงายขณะรับการรักษา ไม่ต้องอยู่ในที่แคบๆ พยาบาลสามารถมานั่งข้างๆผู้ป่วยขณะรับการรักษาได้ ไม่มีเสียงดัง และค่าใช้จ่ายต่ำกว่า แต่การชี้เป้าหมายโดยเฉพาะเป้าหมายที่มีขนาดเล็กมาก จะไม่ละเอียดเท่าวิธีแรก ส่วนการประเมินความร้อนที่จุดเป้าหมายยังสามารถทำได้เช่นกั นโดยดูการเปลี่ยนแปลงของสีเทาจากภาพอัลตร้าซาวด์ (Gray scale change)

ประสิทธิภาพและความปลอดภัย ของไฮฟู ในการรักษาอะดีโนไมโอซีส

จากการพัฒนาการรักษาไฮฟูที่ผ่านมา พบว่ากล้ามเนื้อมดลูกที่มีอะดีโนไมโอซีสจะไวต่อการรักษาด้วยวิธีนี้ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าไฮฟูเป็นวิธีที่ดีในการรักษาอะดีโนไมโอซีส จากการรวบรวมการศึกษาการรักษาอะดีโนไมโอซีสด้วยไฮฟู ซึ่งส่วนใหญ่ใช่เทคนิค Ultrasound-guided HIFU ผลลัพธ์พบว่าผู้ป่วยมีอาการปวดประจำเดือนและภาวะเลือดประจำเดือน ออกมากผิดปกติดีขึ้นถึง 80-100% อาการแทรกซ้อนที่พบได้ระหว่างการรับการักษาคืออาการปวดท้องน้อย แต่อยู่ในระดับที่สามารถทนได้

ในด้านความปลอดภัยของไฮฟู อาการแทรกซ้อนที่เกิดหลังการรักษาที่พบได้แก่ ภาวะผิวหนังแสบไหม้แสบร้อน ปวดขา ชาที่ขาส่วนล่างซึ่งเกิดจากการระคายเคืองเส้นประสาทsacral nerve โดยอาการเหล่านี้พบไม่บ่อย และไม่รุนแรงมาก สามารถควบคุมได้ด้วยยาแก้ปวด ส่วนใหญ่อาการจะหายเองภายใน 2 สัปดาห์โดยไม่ต้องรับการรักษาใดๆ ผลแทรกซ้อนที่รุนแรงทีสุดที่อาจพบได้คือลำไส้บาดเจ็บ (Bowel injury) ซึ่งผู้ที่มีความเสี่ยงต่อผลแทรกซ้อนนี้คือการมีพังผืดในช่องท้องยึดลำไส้ ติดกับมดลูกหรือผนังหน้าท้อง

การตั้งครรภ์หลังรับการรักษาด้วยไฮฟู

หลายการศึกษาพบว่าไฮฟูไม่มีผลต่อการตั้งครรภ์ในอนาคตต่อผู้รับการ รักษา ผู้ป่วยสามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติ รวมทั้งไม่มีภาวะมดลูกแตก (Uterine rupture) ระหว่างการตั้งครรภ์และจากการคลอดบุตร

กล่าวโดยสรุป ไฮฟูเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาแบบไม่คุกคาม (non-invasive technique)ในทางปฏิบัติสำหรับภาวะอะดีโนไมโอซีส สามารถใช้รักษาอะดีโนไมโอซีสได้ทั้งแบบก้อนและแบบกระจายทั่วๆมด ลูก ผลการรักษาพบว่าสามารถลดอาการได้ถึง 80% ของผู้ป่วย มีผลแทรกซ้อนต่ำ ผู้ป่วยที่มีเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ในช่องท้องน้อย (pelvic endometriosis) หรือมีพังผืด/แผลเป็นขนาดมากว่า 10 มิลลิเมตร ไม่ควรรับการักษาด้วยวิธีไฮฟู

อ้างอิง Zhang L, Rao F, Setzen R, High intensity focused ultrasound for the treatment of adenomyosis: selective criteria, efficacy, safety and fertility. Acta Obstet Gynecol Scand. 2017;96(6): 707-714